Lose-big-cat

ข่าวเสี่ยใหญ่ฆ่าแมว

กลายเป็นข่าวดังโหนกระแสสังคมไทยเมื่อมีผู้ใช้เฟสบุ๊คนามว่า “เสี่ยใหญ่” ได้โพสต์ข้อความว่าตนเองไปจับลูกแมวมาและขู่จะฆ่าหากไม่ได้รับเงินจำนวน 150,000 บาท ล่าสุดได้เผยแพร่คลิปที่ปรากฏซากแมวที่ตัวขาดครึ่งท่อน โดยผู้โพสต์คลิปได้ระบุไว้ในร้ายละเอียดว่า “ตนเป็นผู้ฆ่าเองกับมือ จัดการหั่นด้วยตนเอง” แถมยังท้าทายถึงกลุ่มคนรักแมวว่าให้ตามมาจับตัวเขาได้เลย เพราะไม่กลัวไม่ว่าจะเป็นตำรวจมาก็ไม่สนใจ นอกจากนี้ยังได้ออกมาบอกทิ้งท้ายอีกว่า “อยากจะถ่ายตอนกำลังหั่นด้วยซ้ำ แต่บังเอิญมือไม่พอ ต้องจับมีดหั่นไปด้วย” โดยระบุว่าแมวตัวนี้เป็นของเขาเอง ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้คนต่างออกมาประณามการกระทำของผู้ชายคนนี้อย่างมาก บางส่วนก็บอกว่าเป็นพวกเรียกร้องความสนใจ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าชายคนนี้เป็นคนโรคจิตต้องได้เข้ารับการรักษา จนกระทั่งนักสืบโซเชียลตามสืบกันว่าทำไมเสี่ยใหญ่คนนี้ถึงออกมาแสดงท่าทีรุนแรงแบบนี้ จนไปสะดุดเข้ากับคลิปหนึ่งที่เขาเคยยืนดูแมวตัวนี้ขณะถูกรถชนด้วยความสนุก แถมยังมีการหัวเราะชอบใจอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ทางโซเชียลออกมาประนามการกระทำของเขา จึงอาจเป็นไปได้ว่าเขาฆ่าแมวตัวนี้เพื่อประชดก็เป็นได้

Lose-a-big-cat

เจอตัวแล้วแต่ไม่ใช่เสี่ยใหญ่

ล่าสุดได้มีความคืบหน้าเมื่อ “นายพรชัย สุวโจ” หรือคุณ “กอล์ฟ” ได้เข้ามาร้องเรียนว่าถูกผู้ใช้เฟสบุ๊ค “เสี่ยใหญ่” นำรูปภาพของตนเองเองแอบอ้างในเพจ ตนเองไม่ใช่เสี่ยใหญ่ฆ่าแมวอย่างที่หลายคนคาดเดาแต่อย่างใด โดยรอบนี้เดินทางมาพร้อมกับผู้เสียหายอีกรายคือ “คุณบีม” หนึ่งในผู้เสียหายที่อ้างว่าถูกนำเลขบัญชาไปแขวนไว้บนเฟสบุ๊คเพื่อใช้ในการโอนเงิน โดยคุณกอล์ฟได้บอกกับเราว่าไปมีปัญหากับเพจหนึ่งมานานแล้ว ซึ่งเป็นเพจที่ไม่นำเสนอเนื้อหาที่รุนแรง ชอบดูถูก ดูหมิ่นคนอีสาน

หลังจากที่มีปัญหาคุณกอล์ฟก็ถูกนำรูปภาพไปแอบอ้าง จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีก็มีเพื่อนส่งคลิปมาให้ดูว่ารูปตัวเองนั้นกำลังเป็นที่โด่งดังในโซเชียล เล่นเอาตกใจจนไม่กล้าออกไปไหน เพราะโดนคนรอบข้างรุมถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ได้อธิบายไปแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะมีคนเข้าใจหมดทำให้การใช้ชีวิตลำบากอย่างมาก ก่อนจากไปคุณกอล์ฟได้ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ก่อนคุณเชื่ออะไร คิดดูให้ดีก่อน น่าจะมีสมองแยกแยกอะไรปลอมอะไรจริง ผมยืนยันเลยว่าไม่ใช่เสี่ยใหญ่ล้านเปอร์เซ็นต์”

Toxic-dust-crisis

ข่าวเชียงใหม่วิกฤตฝุ่นพิษยังอยู่ที่ 1 ของโลก

เชียงใหม่นั่งแท่นอันดับหนึ่งด้าน “มลพิษทางอากาศ” มากที่สุดของโลก โดยสามารถวัดค่าฝุ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 240 มคก.ซึ่งเกินจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ 50 มคก. โดยมาตรฐานตาม AQI ได้ระบุเอาไว้ว่าเป็นช่วงที่มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ควรที่จะหลีกเลี่ยงการออกมาภายนอกโดยไม่จำเป็น โดยอันดับรองลงมาจากประเทศไทยก็คือ “กาฐมาณฑุ” ของประเทศเนปาล “217 AQI” ตามมาด้วย “คาบูล” ประเทศอัฟกานิสถาน “198 AQI”

โดยทางประชาชนก็ได้ออกมากดดันรัฐบาลให้รีบเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว ทางโซเชียลมีเดียก็ได้มีโพสต์กล่าวถึงดอยสุเทพที่ตอนนี้ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนเดิม รวมถึงดอยขุนน้ำนางนอนก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ทางคนจังหวัดก็ได้ออกมาโพสต์เตือนว่าถ้าไม่มีความจำเป็นอย่าเดินทางมาเที่ยวในตอนนี้ เพราะมลพิษหนาแน่น ผู้หญิงแย่งกันซื้อหน้ากากป้องกันฝุ่นจนขาดแขลน และไม่เพียงพอให้กับจำนวนประชากร

Toxic-dust-crisis-pic

สาเหตุของการเกิดมลพิษในภาคเหนือ

ฝุ่นควันในเชียงใหม่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่าหลายสิบปี สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการลักลอบเผาป่า บวกกับลมที่พัดไปทางตอนเหนือมีกำลังอ่อนลงอย่างมาก ทำหมอกควันยังคงมีความหนาแน่นอยู่ภายในพื้นที่ ซึ่งไม่อาจระบายออกไปได้ แถมยังต้องเผชิญหน้ากับลมที่พัดมลพิษมาจากด้านใต้ของจังหวัด ผลคือในเขตชานเมืองมีระดับฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นเกินกว่าเกณมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นค่าที่อันตรายต่อสุขภาพ

วิธีจัดการปัญหาของจังหวัด

ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ออกมาประกาศห้ามเผา 61 วัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อากาศกลับมาดีขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้นำแนวทางมาใช้แก้ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น การจัดรถพ่นละอองน้ำรอบเมือง จัดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำบนตึกสูง วิธีการเหล่านี้ก็สามารถช่วยได้แค่เบื้องต้นเท่านั้น ล่าสุดทางผู้นำรัฐบาลได้ออกมายกระดับเป็นปัญหาวาระระดับชาติที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

วิธีป้องกันฝุ่น PM 2.5

สำหรับฝุ่น PM 2.5 สามารถป้องกันด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นประเภท N95 หรือสูงกว่า เป็นหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีมาตรฐานสุดคือ “3M” แต่ด้วยปัญหาของขาดตลาดเพราะประชาชนแย่งกันซื้อเก็บตุนเอาไว้ ดังนั้นหากผู้ที่ไม่มีหน้ากากชนิดนี้สามารถป้องกันเบื้องต้นด้วยการสวมหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา 2 ชั้น และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แจ้งเป็นระยะเวลานาน อย่างที่สองคือควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในตัวอาคาร เพราะฝุ่น PM 2.5 เล็กพอที่จะเข้าไปได้ทุกที่ เครื่องฟอกอากาศจะช่วยจัดการกับมันได้เป็นอย่างดี หรือทางที่ดีสุดคือหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านถ้าเป็นไปได้จนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากรัฐบาล