Toxic-dust-crisis

ข่าวเชียงใหม่วิกฤตฝุ่นพิษยังอยู่ที่ 1 ของโลก

เชียงใหม่นั่งแท่นอันดับหนึ่งด้าน “มลพิษทางอากาศ” มากที่สุดของโลก โดยสามารถวัดค่าฝุ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 240 มคก.ซึ่งเกินจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ 50 มคก. โดยมาตรฐานตาม AQI ได้ระบุเอาไว้ว่าเป็นช่วงที่มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ควรที่จะหลีกเลี่ยงการออกมาภายนอกโดยไม่จำเป็น โดยอันดับรองลงมาจากประเทศไทยก็คือ “กาฐมาณฑุ” ของประเทศเนปาล “217 AQI” ตามมาด้วย “คาบูล” ประเทศอัฟกานิสถาน “198 AQI”

โดยทางประชาชนก็ได้ออกมากดดันรัฐบาลให้รีบเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว ทางโซเชียลมีเดียก็ได้มีโพสต์กล่าวถึงดอยสุเทพที่ตอนนี้ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนเดิม รวมถึงดอยขุนน้ำนางนอนก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ทางคนจังหวัดก็ได้ออกมาโพสต์เตือนว่าถ้าไม่มีความจำเป็นอย่าเดินทางมาเที่ยวในตอนนี้ เพราะมลพิษหนาแน่น ผู้หญิงแย่งกันซื้อหน้ากากป้องกันฝุ่นจนขาดแขลน และไม่เพียงพอให้กับจำนวนประชากร

Toxic-dust-crisis-pic

สาเหตุของการเกิดมลพิษในภาคเหนือ

ฝุ่นควันในเชียงใหม่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่าหลายสิบปี สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการลักลอบเผาป่า บวกกับลมที่พัดไปทางตอนเหนือมีกำลังอ่อนลงอย่างมาก ทำหมอกควันยังคงมีความหนาแน่นอยู่ภายในพื้นที่ ซึ่งไม่อาจระบายออกไปได้ แถมยังต้องเผชิญหน้ากับลมที่พัดมลพิษมาจากด้านใต้ของจังหวัด ผลคือในเขตชานเมืองมีระดับฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นเกินกว่าเกณมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นค่าที่อันตรายต่อสุขภาพ

วิธีจัดการปัญหาของจังหวัด

ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ออกมาประกาศห้ามเผา 61 วัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อากาศกลับมาดีขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้นำแนวทางมาใช้แก้ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น การจัดรถพ่นละอองน้ำรอบเมือง จัดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำบนตึกสูง วิธีการเหล่านี้ก็สามารถช่วยได้แค่เบื้องต้นเท่านั้น ล่าสุดทางผู้นำรัฐบาลได้ออกมายกระดับเป็นปัญหาวาระระดับชาติที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

วิธีป้องกันฝุ่น PM 2.5

สำหรับฝุ่น PM 2.5 สามารถป้องกันด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นประเภท N95 หรือสูงกว่า เป็นหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีมาตรฐานสุดคือ “3M” แต่ด้วยปัญหาของขาดตลาดเพราะประชาชนแย่งกันซื้อเก็บตุนเอาไว้ ดังนั้นหากผู้ที่ไม่มีหน้ากากชนิดนี้สามารถป้องกันเบื้องต้นด้วยการสวมหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา 2 ชั้น และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แจ้งเป็นระยะเวลานาน อย่างที่สองคือควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในตัวอาคาร เพราะฝุ่น PM 2.5 เล็กพอที่จะเข้าไปได้ทุกที่ เครื่องฟอกอากาศจะช่วยจัดการกับมันได้เป็นอย่างดี หรือทางที่ดีสุดคือหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านถ้าเป็นไปได้จนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากรัฐบาล

news-website-Latest-update

ข่าวนายน๊อต อดีตเวรเปลมือฆ่าพยาบาล

กลายเป็นข่าวระทึกขวัญเมื่อเกิดเหตุปาดคอในรถยนต์ “น.ส.ศรีสุภางค์ สุวรรณศิลป์” ซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลภาชี โดยฝีมือของ นายอั๋น ฟักศิริ ที่เคยทำงานเป็นเวรเปลในโรงพยาบาลเดียวกัน โดยอ้างว่า “มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผู้ตายมานานกว่า 5 ปี” ในขณะที่ผู้เป็นสามีของผู้ตายก็ออกมายืนยันว่าภรรยาตนเองเป็นคนที่นับหน้าถือตาไม่มีทางที่จะทำอะไรแบบนั้นแน่ จนกระทั่งนายน็อตได้กลับคำให้การใหม่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ “โกรธที่ผู้ตายไม่ให้ยืมเงิน”

ผู้ก่อเหตุอ้างว่าก่อนหน้านี้ได้ไปหาเพื่อนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อขอยืมเงินจำนวนหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มา ระหว่างนั้นได้เห็นว่า น.สศรีสุภางค์ กำลังออกจากเวรตนเองจึงไปยืนรอพบที่หน้าโรงพยาบาลก่อนที่จะขึ้นรถมาคุยกันบนรถเก๋งของผู้ตาย จังหวะนี้เองที่ได้เกิดมีปากเสียงกันขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยทางฝ่ายผู้ตายได้ด่าทอเสียๆ หายๆ จนทำให้เกิดอารมณ์โมโห เนื่องจากมายืมเงินจำนวน 10,000 บาทกลับไม่ได้เงิน แถมยังถูกด่ากลับมาอีก จึงได้คว้ามีดคัตเตอร์ที่พกมาปาดคอจนเลือดไหลออกมาจำนวนมาก แต่ผู้ตายยังไม่ได้เสียชีวิตทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นภายในรถ สุดท้ายนายน็อตได้กดหน้าของผู้ตายเข้ากับเบาะจนขาดอากาศหายใจตายในที่สุด หลังจากนั้นก็ได้หยิบสร้อยทอง รวมถึงแหวนของผู้ตายหลบหนีไปพร้อมกันด้วย

Latest-update-news-website

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ในระหว่างที่ผู้ก่อเหตุได้ทำแผนก็มีผู้คนต่างรอที่จะรุมประชาทัณฑ์อยู่เต็มพื้นที่ หลังจากที่เสร็จทำแผนแม่ของผู้ตายก็ได้เดินมาผลักเข้าที่หน้าอกของนายน็อตอย่างจัง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพาคุณแม่ออกมา ซึ่งช่วงเวลานี้เองนี้น็อตเริ่มร้องไห้ ตลอดเวลาที่อยู่ในการจับกุมของเจ้าหน้าที่ก็อยู่ในสภาพเคร่งเครียดตลอดเวลา เขาบอกว่าอยากที่จะไปขอขมาผู้ตาย แต่ทางด้านแม่และสามีไม่อนุญาติให้ไปงานศพเด็ดขาด รวมถึงยืนยันที่จะไม่อโหสิกรรม พร้อมกับบอกว่าอยากให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษสูงสุดคือประหารชีวิต

ในส่วนของรูปคดีนั้นทางตำรวจได้แจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” เพียงข้อหาเดียว เนื่องจากผู้ตายไม่ได้มีการเตรียมตัวมาฆ่าตั้งแต่แรกทำให้ไม่เข้าข่าย “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ตามมาตรา 289 มีโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต”เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าข้อหาเดิมที่แจ้งจะมีโทษสูงสุดเช่นเดียวกันแต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะใช้หรือไม่ หากมีหลักฐานใดเพิ่มเติมอาจมีการแจ้งข้อหาเพิ่มในอนาคต โดยตอนนี้ได้นำผู้ต้องหาไปฝากขังเรียบร้อยแล้ว โดยศาลสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว